ทำเกษตร ตามแบบฉบับมนุษย์เงินเดือน

10698

เกษตรกรรม คำพูดที่เป็นความใฝ่ฝันของใครหลายๆคนในยุคนี้ หลายคนเบื่องาน เบื่อความวุ่นวาย จึงอยากใช้เวลาอยู่กับตัวเอง ผมก็เช่นกันครับ หลังจากใช้ชีวิตมหาวิทยาลัยในเมืองกรุงหลายปี พอจบก็หันหลังให้กรุงมุ่งสู่เมืองกาญจน์บ้านเกิด หางานที่รักทำ

ผมเป็นลูกเกษตรกร ผมจึงได้ซึมซับเรื่องราวของการเกษตร และผมก็รู้สึกรักการเกษตรอยู่ตลอด ผมเรียนในกรุงเทพอยู่ 5 ปี ในระหว่างเรียนนั้นผมมีที่ดินของที่บ้านอยู่ 2 ไร่ครึ่ง พ่อกับแม่ปลูกต้นมะขามป้อมทิ้งเอาไว้ราวๆ 40 ต้น (ปลูกเมื่อปี 58) ช่วงนั้นผมอยู่ชั้นปี 5 พอดี เนื่องจากผมเรียนครูและรู้ว่าสอบบรรจุรับราชการยากมากๆ ผมจึงมองหางานที่รัก เพื่อทำระหว่างรอสอบ หรืออาจจะทำไปตลอดชีวิต ผมเริ่มจากต้นทุนนั้น พื้นที่ 2 ไร่ครึ่งพร้อมกับมะขามป้อมในระยะอนุบาลอีก 40 ต้น ตอนนั้นไม่มีน้ำแม้กระทั่งจะรด ต้องรอฝนอย่างเดียว แล้วผมก็มีเวลาไปกลับแค่ เสาร์และอาทิตย์เท่านั้น

ในช่วงนั้นผมวางสัดส่วนให้พื้นที่นั้น และเก็บเงินจากการรับจ้างทำงานในโรงเรียนเพื่อทำการขอน้ำประปา และวางระบบท่อทั้งหมดเลย

หลังจากนั้นผมก็หาพันธุ์กล้วยน้ำว้าไปลงไว้ครับ ลงแทรกกับต้นมะขามป้อมไปเลย สรุปตอนนั้นมีที่ 2 ไร่ครึ่ง ปลูกมะขามป้อม 2 ไร่ครึ่ง และปลูกกล้วยอีก 2 ไร่ครึ่ง

รูปตอนนั้นไม่ได้ถ่ายไว้ นี่เป็นรูปปัจจุบัน

เมื่อผมเรียนจบก็กลับมาที่บ้าน ได้ทำงานระยะสั้นๆในตัวเมือง ช่วงนั้นผมมีเวลาให้สวนมาก มีเวลาทุกๆเย็นเพื่อดูแลตัดหญ้า และปลูกพืชอื่นๆแซมในพื้นที่ ส่วนมากจะเป็นผักสวนครัวครับ กะเพรา โหระพา และตอนนี้มีผักหวานป่า สำหรับผักหวานป่ามีโครงการจะปลูกให้เต็ม 2 ไร่ครึ่ง แต่ต้องค่อยๆศึกษาพฤติกรรมพืชก่อน เพราะเขาค่อนข้างจะดูแลให้รอดยากมากๆ

ช่วงนี้แหละครับช่วงพีค บ้านใกล้เรือนเคียงจับจ้องกันมากเลย ประหนึ่งว่าเป็นคนดัง มีคำถามมากมายว่า จบครูมาจะมาลำบากทำไม ไม่รู้จักใช้ความสามารถ เดี๋ยวก็ไปไม่รอด และอีกต่างๆนานา โชคดีที่พ่อกับแม่ไม่ห้ามครับ พ่อคงคิดว่าปล่อยมันทำไปเดี๋ยวมันไม่ไหวก็เลิกราไปเอง ถ้าไหวก็คงสำเร็จ
ผมจึงประชดคำชาวบ้านโดยการซื้อที่เพิ่มซะเลย จะต่อต้านเขาก็ต้องเอาให้มันสุดๆกันไปเลย

คือช่วงที่ทำงานใกล้บ้านนี้ผมได้ซื้อที่ดินที่ติดกันอีก 2 ไร่ครึ่ง เพื่อให้ติดกันเป็นแปลงใหญ่ เนื่องจากผมมีที่อีกไร่เศษๆที่ถูกที่ดินของคนอื่นขั้นกลาง พอซื้อแล้วพื้นที่ของผมก็เริ่มเยอะขึ้น (แต่ก็มีหนี้เพิ่มขึ้น) โดยขนาดพื้นที่ประมาณนี้ครับ

หลังจากนั้นก็จัดการกับพื้นที่เลยครับ ทำการขุดบ่อเก็บน้ำ ถมดินให้เสมอกัน

ระหว่างปรับพื้นที่นั้น ผมได้เริ่มเลี้ยงไก่ไข่ เพื่อหารายได้เล็กๆน้อยๆ

ใช้เวลาหลังเลิกงานวันละ 2 ชม. ทำคนเดียวเลยครับ มุ่งมั่นอยู่ 2 สัปดาห์ก็เสร็จ

หลังจากนั้นก็ลงไก่เลยครับ

เนื่องจากการทำเกษตรครั้งนี้ตั้งใจจะทำแบบอินทรีย์ อาหารก็ต้องอินทรีย์ครับ ใช้ต้นกล้วยในสวนนั่นแหละมาทำ

ผสมกับผักตบชวา เพิ่มโปรตีน

หลังจากสับแล้วก็หมักกับกากน้ำตาล แล้วก็ข้าวโพด(ข้าวโพดปลูกเองนะครับ non GMO)

ในชุดแรกผมลงไก่ไป 30 แม่เพื่อทดลองเลี้ยง จากการทดลองไก่ 30 แม่จะออกไข่แค่ 12-18 ฟองเท่านั้นครับ เนื่องจากในอาหารเราไม่มีสารอาหารที่เร่งรังไข่ หรือฮอร์โมนอื่นๆที่ปะปนเหมือนในอาหารจากโรงงาน
นี่เป็นไข่ที่เราได้ครับ

ไข่ที่ได้เราให้อาหารเสริมจำพวกใบตำลึงเพื่อให้ไข่ฟองใหญ่ ลูกยอสุกเพื่อขับพยาธิ และสมุนไพรพื้นบ้านอื่นๆเพื่อสร้างภูมิต้านทานครับ

ผมขายไข่คละขนาด โดยขายฟองละ 5 บาท ลูกค้าส่วนใหญ่เป็นกลุ่มคนรักสุขภาพครับ ผมให้ลูกค้ามาดูกระบวนการเลี้ยงที่ฟาร์ม เพื่อสร้างความมั่นใจ ลูกค้าพึงพอใจไข่ของเราอย่างมาก รอบต่อไปจึงคิดว่าจะลง 100 ตัว

ว่างจากเลี้ยงไก่ก็เริ่มลงพืชชนิดต่างๆในสวนด้วย

ผลผลิตจากในสวนก็มีให้เราเรื่อยๆ ไม่ขาดสาย

ถั่วลิสงก็มี

กะเพราก็มี

ที่เห็นๆนี่ กินบ้านเดียวไม่ไหวนะครับ ผมให้ชาวบ้านในละแวกนั้นก็ยังเหลือ จึงเอาไปให้ บ้านกลางทุ่ง ออร์แกนิค โฮม ซึ่งเจ้าของเป็นครูของผมเองครับ แล้วที่นั่นก็รับไข่ และพืชผักของผมอยู่ตลอด ลูกค้าที่บ้านกลางทุ่งมั่นใจได้ว่าบริโภคแต่ของดีแน่นอน (แอบโฆษณาให้อาจารย์เขานิดนึง)

ช่วงนั้นผมมีความสุขมากครับ มีรายการทีวีเข้ามาถ่ายทำบ้าง

หลังจากทำได้ในระดับหนึ่ง คำห่วงใยของชาวบ้านที่ต่อต้านเราเริ่มลดลง ยังไม่ถึงกับคล้อยตามนะครับ แต่ก็เลิกคัดค้านกันไปได้

บ่อที่ขุดไว้ก็เริ่มมีน้ำ เริ่มมีปลา

แต่โชคชะตายังไม่ยอมผมสักเท่าไหร่ ผมต้องไกลบ้านอีกครั้ง ผมสอบบรรจุได้และย้ายไปทำงานที่ ชายแดนอำเภอไทรโยค ไกลจากบ้านร่วม 120 กม. มีเวลาให้สวนแค่ เสาร์และอาทิตย์ครึ่งวันเช้า พืชผลที่กำลังดีๆอยู่ไม่มีคนดูแลครับ พ่อกับแม่ก็ไม่ว่างมากพอจะดูแลให้ เริ่มทยอยตายกันไปบ้าง ตอนนั้นเริ่มท้อเหมือนกัน รู้สึกอยากพักสักระยะ อีก 4 ปีเขียนย้ายกลับบ้านค่อยไปเริ่มใหม่ แต่ถ้าทำแบบนั้นไอ้ที่เริ่มมาก็สูญเปล่า ผมจึงต้องหาทางแก้ไปเรื่อยๆ โดยปัญหามีอยู่ 2 เรื่อง คือ

1.น้ำครับ ผมจึงใช้ระบบน้ำหยดให้กับต้นมะขามป้อม ส่วนผักสวนครัวอื่นๆผมใช้ Timer รดน้ำเอา ถือว่าไปได้สวยครับตอนนี้เริ่มวางแผนได้ไกลกว่าเดิมมากขึ้นอีก ว่าจะปลูกอะไรและจัดการยังไง เริ่มท้าทายอีกครั้งครับ

ตัว Timer ที่ใช้ดูแลระบบน้ำครับ

2. คือเรื่องของผลผลิต เนื่องจากผมไม่ได้อยู่คอยจัดการขายแล้วจึงยากที่จะทำตลาดต่อ ตอนนี้ผมจึงคิดแปรรูปครับ ผลผลิตที่ได้เช่น พริก กล้วย อัญชัน ตะไคร้ ใบหม่อน ที่มีในสวนบางส่วนผมจะทำสมุนไพรตากแห้ง เครื่องดื่มชงแบบผง กล้วยตาก พริกแห้ง เพื่อยืดอายุและจัดการง่ายมากขึ้น จึงจัดการนำเจ้าตู้อบพลังงานแสงอาทิตย์มาใช้

ที่เล่ามานี้ต้องตรงๆนะครับ การทำเกษตรต้องใช้เงินทุนค่อนข้างสูงครับ ผมเองก็ไม่มีเงินทุนมากมายอะไร ในช่วงแรกที่ทำผมเงินเดือน 9000 บาท แต่ผมแบ่งส่วนไว้ครับ สำหรับมาลงในสวนเดือนละ 1000 บาท พันธุ์พืชก็เน้นขยายพันธุ์เอาเอง ลดการซื้อเข้ามาเพื่อประหยัดค่าใช้จ่ายครับ หากตั้งใจจะทำจริงๆแล้วผมเชื่อว่าทุกๆคนทำได้ครับ

อีกเรื่องครับมีหลายท่านบอกว่าทำเกษตรไม่ควรเริ่มด้วยหนี้ แต่ผมเริ่มสวนทางกับคำพูดนั้น ผมเริ่มด้วยการซื้อที่ดินราคาสูง ทั้งที่ตัวเองเงินเดือนต่ำ แต่ผมว่าถ้าเรารู้จักจัดการเราควบคุมได้ครับ ผมกู้เงินมาซื้อที่ดินหลายแสนบาท (กู้ญาติตัวเองนะครับ ผ่อนคืนให้) ตอนนี้ผมบรรจุเป็นข้าราชการ ผมจึงรีบส่งคืนเรื่อยๆ สักวันหนึ่งพอหนี้หมดลงผมจะมีที่ดินเป็นของตัวเอง และไม่ต้องมาเริ่มปรับพื้นที่ใหม่ๆอีก

หลังจากนี้จะเดินไปได้ไกลแค่ไหนไม่ทราบเหมือนกัน เดี๋ยวผมจะมาอัพเดทให้ทราบอีกครั้งนะครับ
ประมาณปีเศษๆที่ลงมืออย่างจริงจัง ผมสามารถพิสูจน์ได้ในระดับนึงว่าผมทำมันได้จริงๆ ที่เหลือก็ต้องพูดว่า “ระยะทางพิสูจน์ม้า เวลาพิสูจน์คน” ครับ

ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่ากระทู้นี้จะสร้างแรงบันดาลใจให้ใครได้บ้างไม่มากก็น้อย หากมีสิ่งใดที่บกพร่อง ต้องขออภัยด้วยนะครับ
เรื่องราวของผมสามารถติดตามได้จากเพจสวนของผมครับ
สวนเกษตร ดอกหญ้าขาว ศูนย์การเรียนรู้ Earth safe อินทรีย์วิถีไทย

สมาชิกพันทิป หมายเลขที่ : 185364

Facebook Comments